เพิ่มเพื่อน
Call Center: 082 249 8824

น้ำมันปลา(Fish Oil) สามารถช่วยคุณลดน้ำหนักได้หรือไม่?

 

 

น้ำมันปลา(Fish Oil) สามารถช่วยคุณลดน้ำหนักได้หรือไม่?

 

น้ำมันปลาเป็นหนึ่งในอาหารเสริมที่พบได้ตามท้องตลาดทั่วไป เนื่องจากน้ำปลาอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เช่น ช่วยบำรุงหัวใจและสมอง ลดความเสี่ยงของโรคซึมเศร้า และทำให้มีสุขภาพผิวที่ดีอีกด้วย นักวิจัยได้แนะนำว่า น้ำมันปลาโอเมก้า 3 สามารถช่วยให้คนลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัด และความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ของน้ำมันปลาโอเมก้า 3 ยังคงมีหลากหลายอยู่

 

น้ำมันปลาโอเมก้า 3 คืออะไร 
กรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นไขมันที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของมนุษย์ กรดไขมันโอเมก้า 3 มีหลายชนิด แต่ชนิดที่สำคัญที่สุดสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆคือ
1. กรดไขมันโอเมก้า 3 จำเป็น
- กรดไขมันแอลฟาไลโนเลนิก (Alpha-linolenic acid: ALA) เป็นกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่จำเป็นเพียงตัวเดียว มันสามารถพบได้ในอาหารที่ทำมาจากพืชหลายชนิด แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยกรดไขมันชนิดนี้ได้แก่ ถั่ววอลนัท เมล็ดเจีย (China seeds) เมล็ดแฟล็กซ์ (Flaxseeds) และน้ำมันของเมล็ดเหล่านี้ 

*ALA เป็นกรดไขมันจำเป็นเนื่องจากร่างกายไม่สามารถผลิตขึ้นได้เอง จึงจำเป็นต้องรับประทานเข้าไปเท่านั้น

2. กรดไขมันโอเมก้า 3 สายยาว
- ชนิดที่เป็นที่รู้จักได้แก่ กรดไอ-โคซาเพนทาอีโนอิก (Eicosapentaenoic acid: EPA) และกรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิก (Docosahexaenoic acid: DHA) กรดประเภทนี้สามารถพบได้ในน้ำมันปลาและปลาที่อุดมไปด้วยไขมัน นอกจากนี้ยังพบได้ในอาหารทะเลประเภทอื่นๆ สาหร่าย และน้ำมันจากสาหร่าย
*EPA และ DHA นั้น ร่างกายสามารถผลิตได้จากการนำ ALA ไปใช้ แต่กระบวนการเปลี่ยน ALA เป็น EPA และ DHA ของมนุษย์นั้นไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ด้วยเหตุนี้เราจึงควรรับประทาน EPA และ DHA 200-300 มิลลิกรัมต่อวัน โดยเราสามารถทำได้โดยการรับประทานปลาที่อุดมไปด้วยไขมัน 2 ส่วนหรือเราสามารถรับจากอาหารเสริมก็ได้

สรุปแล้วน้ำมันปลาอุดมไปด้วยกรดไขมัน EPA และ DHA ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อกระบวนการทำงานของร่างกาย แหล่งอาหารอื่นๆที่มีโอเมก้า-3 สองชนิดนี้ได้แก่ ปลาที่อุดมไปด้วยไขมัน อาหารทะเล และสาหร่าย และอีกทั้งทั้งยังสามารถพบกรดไขมันโอเมก้า 3 ได้ในถั่ววอลนัท เมล็ดเจีย (Chia seeds) เมล็ดแฟล็กซ์ (Flaxseeds) อีกด้วย

 

น้ำมันปลาอาจช่วยเพิ่มกระบวนการเผาผลาญของร่างกาย
-น้ำมันปลาอาจช่วยเพิ่มความเร็วในกระบวนการเผาผลาญแคลอรี่ของเราได้ ยิ่งเรามีอัตราการเผาผลาญเร็วขึ้นเท่าไหร่ เราก็สามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้เพิ่มขึ้นต่อวันซึ่งอาจทำให้เราลดน้ำหนักได้มากขึ้น

#งานวิจัยพบว่า 
-วิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าเมื่อวัยหนุ่มสาวที่มีสุขภาพดีรับประทานน้ำมันปลา 6 กรัมต่อวันเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ อัตราการเผาผลาญของพวกเขาเพิ่มขึ้น 3.8% 
-อีกงานวิจัยหนึ่งได้ให้ ผู้หญิงสูงอายุที่มีสุขภาพดีรับประทานน้ำมันปลา 3 กรัมต่อวันเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ พวกเขาพบว่า ผู้หญิงเหล่านั้นมีอัตราการเผาผลาญเพิ่มขึ้น 14% หรือเทียบเท่ากับการเผาผลาญเพิ่มขึ้น 187 แคลอรี่ต่อวัน 
-นอกจากนี้ งานวิจัยเมื่อเร็วๆนี้ ได้พบว่า เมื่อผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีรับประทานน้ำมันปลา 3 กรัมต่อวันเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ พวกเขามีอัตราการเผาผลาญเพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ย 5.3% 
-งานวิจัยส่วนมากที่พบอัตราการเผาผลาญที่เพิ่มขึ้น ยังพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีมวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นอีกด้วย กล้ามเนื้อเผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่าไขมัน ดังนั้น การมีมวลกล้าเนื้อเพิ่มขึ้น อาจใช้ในการอธิบายถึงอัตราการเผาผลาญที่เพิ่มขึ้นได้

 

น้ำมันปลาอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการออกกำลังกาย
- น้ำมันปลาอาจช่วยในการเพิ่มจำนวนแคลอรี่และไขมันที่เผาผลาญในระหว่างการออกกำลังกายได้ แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องการงานวิจัยอื่นเพิ่มเติมอยู่

 

น้ำมันปลาอาจช่วยในการลดไขมันและรอบเอวได้
- น้ำมันปลาอาจช่วยให้เราลดไขมันหรือรอบเอวโดยไม่ได้ลดน้ำหนักโดยรวม เนื่องจากงานวิจัยที่พบการทดลงของกลุ่มตัวอย่างพบว่า ผู้ที่ทานน้ำมันปลามีแนวโน้มที่จะลดไขมันรอบเอวและสะโพกได้ดีกว่าผู้ที่ไม่ได้ทานโดยที่น้ำหนักตัวไม่จำเป็นต้องลดลง ซึ่งหมายถึงได้ว่าถึงแม้ว่าน้ำมันปลาจะไม่มีผลในการลดน้ำหนักโดยรวม แต่มันอาจทำให้ลดรอบเอวและสัดส่วนได้ง่ายขึ้น

 

ขนาดการใช้และความปลอดภัย
จากงานวิจัยล่าสุดซึ่งพบว่า น้ำมันปลามีผลดีต่อการลดน้ำหนักหรือไขมัน ได้แนะนำขนาดการกินคือ 300-3,000 มิลลิกรัมต่อวัน (อ้างอิงจาก FDA หรือ U.S. Food & Drug Administration) แต่อย่างไรก็ตามทาง European Food Safety Authority (EFSA) ได้ตั้งเกณฑ์สูงสุดในการรับประทานไขมันโอเมก้า 3 ที่ปลอดภัยคือ 5,000 มิลลิกรัม

การรับประทานโอเมก้า 3 อาจก่อให้เลือดเจือจาง ซึ่งอาจก่อให้เกิดเลือดไหลบริเวณบาดแผลมากขึ้นในบางคน ดังนั้นถ้าเรากำลังรับยาที่เกี่ยวข้องกับเลือดเจือจาง เราควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนรับประทานน้ำมันปลาเพิ่มเติม นอกจากนี้ เราควรตรวจสอบประเภทของอาหารเสริมน้ำมันปลาที่เรารับประทาน บางชนิดอาจมีวิตามินเอเป็นส่วนประกอบ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเป็นพิษได้เมื่อรับประทานในปริมาณมาก โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์และเด็ก

ท้ายที่สุด เราควรตรวจสอบส่วนประกอบของน้ำมันปลานั้นให้แน่ใจว่าประกอบไปด้วย EPA และ DHA ทางที่ดีที่สุดคือ การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานแล้ว มีฉลากรับรอง และวันหมดอายุทีถูกต้อง เราควรเลือกอาหารเสริมที่ทำมาจาก EPA และ DHA ไม่น้อยกว่า 50% ตัวอย่างเช่น ในน้ำมันปลา 1,000 มิลลิกรัม ควรมี EPA และ DHA อย่างละไม่ต่ำกว่า 500 มิลลิกรัม

 

-------------
สรุปเนื้อหา
-------------
กรดไขมันโอเมก้า 3 ในน้ำมันปลามีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายด้านซึ่งโดยรวมมีประโยชน์ต่อหัวใจและสมอง อีกทั้งยังลดความเสี่ยงด้านโรคซึมเศร้า นอกจากนี้น้ำมันปลาโอเมก้า 3 อาจช่วยในการลดรอบเอวและมวลไขมันในร่างกายของเราได้ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่พบผลในทำนองนี้ยังมีจำนวนน้อยอยู่ และผลลัพธ์อาจไม่ได้เกิดกับทุกคน โดยรวมแล้วน้ำมันปลาโอเมก้า 3 จะส่งผลดีที่สุดเมื่อเรามีการใช้ชีวิตที่ดีเช่น ทานอาหารและได้รับสารอาหารที่เหมาะสม และมีการออกกำลังกายเป็นประจำ


-------------------------
Reference

-Lorente-Cebrian, S., Costa, A. G., Navas-Carretero, S., Zabala, M., Martinez, J. A., & Moreno-Aliaga, M. J. (2013). Role of omega-3 fatty acids in obesity, metabolic syndrome, and cardiovascular diseases: a review of the evidence. Journal of Physiology and Biochemistry,69(3), 633-651.

-Logan, S. L., & Spriet, L. L. (2015). Omega-3 Fatty Acid Supplementation for 12 Weeks Increases Resting and Exercise Metabolic Rate in Healthy Community-Dwelling Older Females. PLoS ONE, 10(12), e0144828.

-Noreen, E. E., Sass, M. J., Crowe, M. L., Pabon, V. A., Brandauer, J., & Averill, L. K. (2010). Effects of supplemental fish oil on resting metabolic rate, body composition, and salivary cortisol in healthy adults. Journal of the International Society of Sports Nutrition, 7, 31.

-Du, S., Jin, J., Fang, W., & Su, Q. (2015). Does Fish Oil Have an Anti-Obesity Effect in Overweight/Obese Adults? A Meta-Analysis of Randomized Controlled Trials. PLoS ONE, 10(11), e0142652.

-Gray, B., Steyn, F., Davies, P. W., & Vitetta, L. (2013). Omega-3 fatty acids: a review of the effects on Adiponectin and leptin and potential implications for obesity management. European Journal of Clinical Nutrition (2013),67, 1234-1242.

 

 

สมัครเข้าโปรแกรม

 


30 มกราคม 2562

ผู้ชม 2654 ครั้ง